โควิดในไทยเสี่ยงระบาดอีกรอบ

โควิดในไทยเสี่ยงระบาดอีกรอบ

โควิดในไทยเสี่ยงระบาดอีกรอบ

โควิดในไทยเสี่ยงระบาดอีกรอบ ทุกคนมีส่วนร่วมที่จะออกมาให้คำเเนะนำ ดังนั้นวันนี้เราจึงได้นำข่าวเด่นข่าวดังที่ทุกคนควรที่จะทราบออกเผยเเพร่ คนไทยอย่าการ์ดตกเด็ดขาด เพราะเกิดขึ้นแล้วเมื่อผู้ต้องขังชายอยู่ระหว่างกักกันตัว 14 วัน ก่อนเข้าทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง พบติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และก่อนหน้านี้มีอาชีพดีเจ ตระเวนไปทำงานในสถานบันเทิง ในหลายแห่งในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล รวมถึงไปสถานที่ต่างๆ โดยไม่เคยมีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ

โควิดในไทยเสี่ยงระบาดอีกรอบ

สรุปว่าชายคนนี้ติดเชื้อภายในประเทศ จนเกิดคำถามแล้วติดมาจากใคร แสดงให้เห็นว่าไทยยังไม่ปลอดเชื้อโควิดเเน่นอน ดังนั้นวันนี้เราจึงได้นำข่าวที่เป้นประโยชน์ต่อทุกคนมาเตือน หรือออกมาเเนะนำก่อนเบื่องต้น

เป็นบทเรียนเช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศที่ไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศมานานมากกว่า 3 เดือน และในที่สุดกลับมาระบาดรอบ 2 อย่างเช่น นิวซีแลนด์ และเวียดนาม ทั้งๆ ที่พยายามสร้างเกราะป้องกันอย่างเต็มที่ สุดท้ายคุมไม่อยู่ หรืออย่างกรณีเกาหลีใต้ เกิดการระบาดอีกระลอกเมื่อเดือน พ.ค. จากจุดเริ่มในผับ ย่านอีแทวอน กลางกรุงโซล

“ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา” ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับ “ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” ว่า กรณีดีเจรายนี้ติดเชื้อ “โควิด” เป็นบทสรุปว่าโควิดยังคงวนเวียน ไม่หายไปจากเมืองไทย จึงอยากให้ทุกคนมีวินัยเช่นเดิม อย่าปล่อยตัวไม่สนใจในการป้องกันจนติดเชื้อโควิด โดยยืนยันคนไทยหลายคนติดเชื้อโควิด แต่ไม่แสดงอาการ บางคนอยู่ในระยะแพร่เชื้อได้ ยกตัวอย่างที่เคยลงพื้นที่ จ.ปัตตานี เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อตรวจหาเชื้อคนในชุมชนจำนวน 55 คน พบว่าติดเชื้อโควิด 16 คน จากการตรวจเลือดด้วยชุดทดสอบที่เป็นโปรตีนทำมาจากใบยา

“เมื่อวันพฤหัสฯที่ผ่านมา ไปพูดที่กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงรัฐมนตรีอนุทินก็อยู่ โดยเล่าให้ฟังเคสปัตตานี โดยเฉพาะคนที่ติดเชื้อแล้วไม่มีอาการ มีการเสนอให้ตรวจหาเชื้อเชิงรุกด้วยการตรวจเลือดโดยใบยา มีต้นทุน 150-200 บาท ซึ่งได้ผลเร็ว แม้ผลอาจจะเป็นบวกมากเกินไป หรือตรวจ 100 คน เจอผลบวก 4 คน แต่ติดเชื้อจริงๆ 1 คนจากการตรวจซ้ำ แต่ก็ได้บอกชัดเจนไปว่า การแยงจมูกตรวจเชื้อ อาจมีโอกาสหลุดได้ ตอนนี้ต้องพยายามกดดันให้ประชาชนเรียกร้องให้เปลี่ยนวิธีการตรวจหาเชื้อ นอกเหนือจากการแยงจมูก”

กรณีการพบ “ผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศ” ล่าสุด ยังบอกไม่ได้ว่าขณะนี้เชื้อโควิดจะแพร่ระบาดไปมากน้อยเพียงใด เนื่องจากยังไม่ทราบว่าใครเป็นต้นตอในการแพร่เชื้อไปยังดีเจรายนี้ คิดว่าคงแพร่ระบาดเป็นจำนวนมาก และไม่ใช่ทุกคนที่ต้องติดเชื้อ หากติดเชื้อประมาณครึ่งหนึ่ง อาจเดินทางไปไหนต่อไหน เพราะฉะนั้นการติดตามผู้สัมผัสโรคในลักษณะนี้คงยากมาก อีกทั้งขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขออกมายอมรับแล้วว่า “ถังแตก” ไม่มีงบแล้ว และในพื้นที่ได้เขียนหนังสือมาชัดเจนว่า ทางการไม่จ่ายงบให้ หรือจ่ายล่าช้า ทำให้พื้นที่ลำบาก

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ทำงานจนอ่อนล้าทุกคน หากเกิดการระบาดอีกรอบ คงคุมไม่อยู่เหมือนการระบาดรอบแรกแน่นอน ทั้งไม่มีเงิน ชุดป้องกันขงเจ้าหน้าที่ไม่พอใช้ และชุดตรวจหาเชื้อแทบจะไม่มี เช่นเดียวกับต่างประเทศขณะนี้ก็หาลำบาก แม้ทางองค์การเภสัชกรรมออกมาบอกว่า สามารถผลิตชุดป้องกันได้ แต่หากเชื้อไวรัสโควิดกลับมาระบาดรุนแรงอีก จะไม่เพียงพอ จึงอยากให้ชุดตรวจหาเชื้อที่รวดเร็วด้วยการตรวจเลือด ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหน้าแต่อย่างใด

คนไทยคิดค้นสูตรยาป้องกัน เเต่หน่วยงานของรัฐไม่สนใจ

ส่วนกรณีการคิดค้นวัคซีนจากโปรตีนในใบยาสูบซึ่งต้องใช้เงินทุนสูง ยังคงยืนยันไม่ได้การสนับสนุนจากภาครัฐ และการที่สถาบันวัคซีนแห่งชาติออกมาพูด มีการสนับสนุนร่วมกับบริษัทใบยา ไฟโต ฟาร์ม จำกัด และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยมีการปรึกษาหารือดำเนินการร่วมกันมาโดยตลอด ไม่ทราบว่าออกมาพูดได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไร อย่ามาโกหกในลักษณะนี้ และยังเคยบอกว่าบริษัทใบยาฯ เป็นเอกชนมาก่อน รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ไม่เคยให้ความสนใจ

“ก่อนหน้านั้นเคยเสนอองค์การเภสัชกรรม มาเกิน 2 ปีเต็ม แต่กลับมีการแก้เกี้ยวว่า เสนอแค่ทำเซรุ่มพิษสุนัขบ้า แต่ความจริงแล้วได้มีการเสนอยาและวัคซีนที่ผลิตจากใบยา และทำเซรุ่มสุนัขบ้า ซึ่งสามารถทำได้ และขอยืนยันได้ส่งรายละเอียดไปหลาย 100 หน้า แต่เมื่อเสนอไป กลับไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ทำให้ทางบริษัทใบยา ตัดสินใจไปปลูกพืชพวกนี้ในคณะเภสัชฯ ของจุฬาฯ

จึงเป็นที่มาของชุดตรวจโควิด และวัคซีนสามารถสร้างแอนติบอดี้ ยับยั้งไวรัสได้ ในห้องแล็บเล็กๆ ขนาดห้องแถว 2 ห้อง จนล่าสุดทางมหิดลติดต่อมาให้ใช้พื้นที่ทำโรงงาน เพราะอย่างน้อยจะสามารถผลิตวัคซีนได้อย่างน้อย 1 หมื่นโดสต่อเดือน”

โควิดในไทยเสี่ยงระบาดอีกรอบ

12 คำเเนะนำในการป้องกันโควิดรอบสอง

1. ล้างมือบ่อย ๆ – ล้างมือบ่อย ๆ ถูให้สะอาดทุกซอกทุกมุม แนะนำให้ล้างด้วยน้ำสบู่ หรือถ้าเป็นเจลล้างมือก็ต้องมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อย่างน้อย 70% วิธีนี้จะช่วยฆ่าเชื้อไวรัสที่อาจแฝงอยู่บนมือของคุณได้

2. เว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) – อยู่ให้ห่างจากคนที่จามหรือไอที่ระยะ 1-3 เมตรเพื่อความปลอดภัยสูงสุด เพราะทุกครั้งที่มีการจามหรือไอ จะมีละอองฝอยเล็ก ๆ กระจายออกมาจากจมูกหรือปาก ซึ่งอาจมีไวรัสโคโรน่าหรือไวรัสชนิดอื่น ๆ ตามมาก็ได้ ถ้าคุณอยู่ใกล้คนที่จามหรือไอมากเกินไป คุณก็จะสูดเอาฝอยละอองที่ว่านี้เข้าไป และถ้าคนที่จามหรือไอมีเชื่อ COVID-19 คุณก็จะมีโอกาสติดแน่นอน นอกจากนี้ Social Distancing ก็ยังหมายถึงการลดกิจกรรมทางสังคม หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนแน่นหนา และเลี่ยงกิจกรรมที่มีคนรวมตัวกันมาก ๆ (mass gathering) ด้วย

3. เลี่ยงการสัมผัสตา จมูก และปาก – มือที่เราหยิบจับสิ่งของอาจจะสัมผัสไวรัสโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งเมื่อไวรัสปนเปื้อนมาแล้วก็จะแพร่เชื้อผ่านตา จมูก หรือปากของเรา ทำให้ไวรัสเข้าสู่ร่างกายและคุณป่วยได้ ดังนั้นอย่าจับตา จมูก และปากโดยที่ไม่ได้ล้างมือเป็นอันขาด

4. ปิดปากและจมูกเมื่อจามหรือไอ – สอดส่องดูแลสุขอนามัยของคุณและคนใกล้ตัว ปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชู่ทุกครั้งที่จามหรือไอ จากนั้นก็ให้ทิ้งทันที เพราะฝอยลออองจากการจามหรือไอเป็นตัวแพร่เชื้อไวรัสชั้นดี ซึ่งหากคุณทำตามนี้แล้วก็จะป้องกันผู้คนรอบข้างไม่ให้ติดไข้ ติดหวัด หรือติด COVID-19 จากคุณได้

5. ถ้ามีไข้ ไอ และหายใจลำบาก ให้พบแพทย์ทันที – ถ้ารู้สึกไม่สบายให้อยู่บ้านเท่านั้น ถ้ามีไข้ ไอ และอาการหายใจลำบากให้พบแพทย์ทันที แนะนำให้โทรสอบถามทางโรงพยาบาลก่อนเพื่อขอคำแนะนำและแนวทางกางปฏิบัติตัวเพื่อปกป้องตัวคุณเองและป้องกันไม่ให้คนอื่นติดเชื้อ

6. เลี่ยงการเดินทาง – เลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง ถ้าจะให้ดีอยู่แต่บ้านจะปลอดภัยที่สุด

7. ดูแลตัวเองเมื่อออกนอกบ้าน – สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ใช้บริการรถโดยสาธารณะ ทั้งรถไฟฟ้า MRT, BTS รถเมล์ รถจักรยานยนต์ หรือแม้กระทั่งแท็กซี่กับแกรบ (Grab) พกเจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อย่างไม่ต่ำกว่า 70% เพื่อทำความสะอาดมือที่สัมผัสกับราวโหนรถเมล์ ที่จับบนรถไฟฟ้า และรถบริการส่วนบุคคลต่าง ๆ

8. เลี่ยงการใกล้ชิดกับสัตว์ – ไม่ควรใกล้ชิดหรือสัมผัสสัตว์ต่าง ๆ โดยไม่มีการป้องกัน เพราะอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อได้

9. ใส่ใจเรื่องการทานอาหาร – กินอาหารที่สุกและสะอาด ห้ามแชร์อาหาร หรือใช้ช้อนส้อม จานชาม และหลอดเดียวกัน กินอาหารจานเดียวของใครของเรา

10. รักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ – รักษาร่างกายให้แข็งแรงด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

11. พบใครไม่กักตัว โทรแจ้งสายด่วนควบคุมโรคทันที – หากเพื่อนบ้านของคุณเพิ่งกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงแต่ไม่กักตัว 14 วัน สามารถโทรแจ้งสายด่วนควบคุมโรคได้ทันทีที่ 1422 แต่หากโทรไม่ติดให้แจ้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลใกล้บ้านแทน

12. ติดตามข่าวสารและให้ความรู้พนักงาน – สำหรับเจ้าของธุรกิจ ควรติดตามข่าวสารและอัพเดตข้อมูลเป็นประจำเพื่อให้ความรู้พนักงานในการดูแลและป้องกันตัวเองจาก COVID-19 อย่างถูกต้อง รวมถึงแจ้งแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจในการรับมือ COVID-19 ของร้านเพื่อลดความตื่นตระหนก

จะเห็นได้ว่า ทั้ง 12 ข้อนี้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากตัวคุณเองสามารถที่จะ ป้องกันเเละเเบ่งปันสิ่งดีๆให้กับทุกคนได้ ดังนั้นเรามาร่วมด้วยช่วยกัน รักษาตัวเราเองก่อน เเล้วรักษาโรคระบาด ข้ามผ่านเรื่องเลวร้ายนี้ไปด้วยกัน

เรามาดูกันที่ 10 ที่เที่ยว กอดธรรมชาติ ฤดูปลายฝนต้นหนาว ใกล้เข้าสู้เดือนตุลาคมแล้ว ซึ่งเป็นเดือนที่เรียกกันว่า ปลายฝนต้นหนาว ช่วงเปลี่ยนฤดูแบบนี้ เป็นช่วงที่ผู้คนนิยมออกไปท่องเที่ยวธรรมชาติกัน

บทความที่น่าสนใจ : Chadwick Boseman พระเอก Black Panther เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในวัย 43 ปี

Author: ad_wine