เฝ้าระวังเชื้อไวรัส COVID – 19

เฝ้าระวังเชื้อไวรัส COVID - 19

เฝ้าระวังเชื้อไวรัส COVID – 19 เป็นแฟ้มข้อมูลที่เฝ้าระวังกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 17 พฤษภาคม 2563 จำนวน 889 ตัวอย่าง ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบเชื้อไวรัส ก่อโรคโควิด 19 ในกลุ่มตัวอย่างดังกล่าว

เป็นผลเฝ้าระวังที่ยาวนานมาก เป็นเวลาเกือบ 6 เดือนเลยทีเดียวกว่าจะได้ผลตัวอย่างทั้ง 889 ตัวอย่างมา

COVID - 19

บทสัมภาษณ์

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายปกป้องสุขภาพของประชาชนและบุคลากร ทางการแพทย์ไม่ให้เจ็บป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ 

ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝนอาจจะมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ และไม่ต้องการให้มีการระบาดทั้งโควิดและไข้หวัดใหญ่ โดยการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ให้กับประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยงและบุคลากรทางการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม จนถึง 31 สิงหาคม 2563

ทั้งนี้ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และไข้หวัดใหญ่ มักมีอาการผิดปกติในระบบทางเดินหายใจเหมือนกัน เช่น มีไข้  ไอ น้ำมูกไหล แม้ว่าจะมีอาการเหมือนกันหลายอย่าง แต่เกิดจากเชื้อไวรัสต่างสายพันธุ์กัน เนื่องจากความคล้ายคลึงกันดังกล่าว จึงยากที่จะระบุโรคได้โดยดูตามอาการเพียงอย่างเดียว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันว่าติดโรคโควิด 19 หรือไม่

ศูนย์ไข้หวัดใหญ่แห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ดำเนินการเฝ้าระวังเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 ในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ โดยความร่วมมือกับกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค และโรงพยาบาลเครือข่าย 20 แห่งทั่วประเทศ

ได้แก่ รพ.เกาะสมุย รพ.ด่านขุนทด รพ.นครพนม รพ.นครพิงค์ รพ.พระจอมเกล้า เพชรบุรี รพ.พระนครศรีอยุธยา รพ.พระนารายณ์มหาราช รพ.พระปกเกล้า รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช รพ.มหาสารคาม รพ.แม่จัน รพ.ยโสธร รพ.เลย รพ.วชิระภูเก็ต รพ.สันป่าตอง รพ.ตรัง รพ.ประจวบคีรีขันธ์ รพ.หนองคาย รพ.ราชบุรี และสถาบันบำราศนราดูร

ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ จนถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 63 จำนวน 889 ตัวอย่าง จำแนกเป็นรายภาคดังนี้ ภาคกลาง 363 ตัวอย่าง ภาคเหนือ 92 ตัวอย่าง ภาคใต้ 150 ตัวอย่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 284 ตัวอย่าง ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 ในกลุ่มตัวอย่างดังกล่าว

นายแพทย์โอภาส กล่าวต่อว่า “ ศูนย์ไข้หวัดใหญ่แห่งชาติ (Thai National Influenza Center) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นห้องปฏิบัติการเครือข่ายเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่ที่ได้รับการแต่งตั้งจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 และยังเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขององค์การอนามัยโลกด้านไข้หวัดใหญ่

โดยมีบทบาทและหน้าที่ในการเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของตัวเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และส่งตัวอย่างเชื้อที่มีความผิดปกติ  หรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมส่งไปยังองค์การอนามัยโลกอย่างสม่ำเสมอ และศึกษาติดตามการแพร่ระบาดและการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ ทำให้ได้ข้อมูลอุบัติการณ์ของตัวเชื้อตามฤดูกาล และการกระจายของตัวเชื้อตามลักษณะภูมิอากาศของแต่ละภาค ศึกษาและเฝ้าระวังการดื้อยา เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมป้องกันโรค และการบริหารวัคซีนของประเทศให้เหมาะสมกับคนไทย ”

Control Covid-19

มาตรการสาธารณสุขควบคุมโควิด-19

นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ผู้ป่วยโควิด-19 ของประเทศไทย มีจำนวนผู้ป่วยในประเทศค่อนข้างน้อย แนวโน้มเจอผู้ป่วยประปรายเป็นระยะๆ จากเดิมที่เจอวันละ 100 คนก็เหลือวันละไม่กี่คน

ถ้ายังคงแนวโน้มลักษณะจำนวนผู้ป่วยอย่างนี้ต่อไป ก็จะยังคงสภาวะของการมีการแพร่ระบาดในวงจำกัดต่อเนื่องต่อไปในระยะยาว ซึ่งเป็นภาพที่เราอยากจะเห็น ไม่อยากเห็นผู้ป่วยกลับมาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ สภาพตอนนี้คล้ายสถานการณ์การพบผู้ป่วยเหมือนช่วง ก.พ.ถึงต้น มี.ค. ที่มีผู้ป่วยจำนวนน้อย แต่ที่แตกต่างคือลักษณะการป้องกันตัวของคนไทยดีขึ้นกว่าช่วงต้นมี.ค.มาก

นพ.ธนรักษ์ กล่าวย้ำถึงมาตรการในการควบคุมป้องกันโรคโควิด-19 จะประกอบด้วย มาตรการทางสาธารณสุข มาตรการระดับบุคคล และมาตรการระดับองค์กรมาตรการทางสาธารณสุข ประกอบด้วย 4 มาตรการ คือ มาตรการป้องกัน มาตรการค้นหา มาตรการรักษา และมาตรการควบคุม 

ในส่วนของมาตรการป้องกัน ซึ่งเน้นกลุ่มประชากรที่เป็นกลุ่มเปราะบางและเจอผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มแรงงานต่างด้าว กลุ่มที่เดินทางมาจากต่างประเทศ, มาตรการค้นหา แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก ส่วนที่ 2 คือการเฝ้าระวังซึ่งบางที่อาจจะเรียกว่าเป็นการเฝ้าระวังเฉพาะกลุ่มประชากรเฉพาะพื้นที่

“ มาตรการสาธารณสุขถ้าดำเนินการได้อย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพก็จะลดโอกาสที่จะกลับไปใช้มาตรการทางสังคมที่เป็นมาตรการภาคบังคับ ” นพ.ธนรักษ์ กล่าว

มาตรการระดับบุคคล ถ้าเป็นบุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ที่จะมีอาการรุนแรงก็จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น แต่ถ้าจำเป็นต้องออกจากบ้านก็ต้องป้องกันตัวเองให้ดี และต้องไม่เอาเชื้อกลับเข้ามาในบ้าน

ขณะที่คนในครอบครัวก็จะต้องหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านถ้าไม่จำเป็น เพราะบ้านเป็นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้อื่น หลีกเลี่ยงการไปพบปะสังสรรค์หรืออยู่กันเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ ใส่หน้ากากผ้าทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ล้างมือบ่อยๆ กินร้อน ช้อนกลาง

มาตรการระดับองค์กร ที่อยากจะเน้นย้ำและกระตุ้นเตือนกันต่อไปคือส่งเสริมให้ข้าราชการและพนักงานทำงานที่บ้านเต็มที่ ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้แทนของบริษัทรถไฟฟ้าว่าขณะนี้มีผู้มาใช้บริการมากขึ้นจากเดิมที่ขอความร่วมมือให้ทำงานที่บ้านทำให้จำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมาก

แต่ตอนนี้เริ่มทยอยกลับมาเพิ่มขึ้นแล้วโดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนที่จำนวนผู้ใช้บริการหนาแน่นทำให้เกินศักยภาพที่รถไฟฟ้าแต่ละเที่ยวจะรองรับผู้โดยสารได้ ซึ่งองค์กร หน่วยงานราชการ บริษัทมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องให้ทำงานจากบ้านให้มากที่สุดและขณะเดียวกันก็เหลื่อมเวลาทำงาน

นอกจากนี้การทำธุรกรรมออนไลน์ การออกแบบทางวิศวกรรมมาใช้ในสถานที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบระบายอากาศ แผงกั้น เรื่องของการคัดกรองพนักงาน การใช้แพลตฟอร์ม แอพพลิเคชั่น QR Code ต่างๆ นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดขั้นตอนและให้ผู้รับบริการอยู่ในสถานที่ของเราให้สั้นที่สุดและมีโอกาสสัมผัสกับผู้คนน้อยที่สุด

“ อยากให้ผู้ป่วยอยู่ในระดับต่ำต่อไป อย่าง กทม.ที่มีประชากร 8 ล้านคน ถ้ายังมีผู้ป่วย 40 ราย ก็ถือว่าอยู่ในวงจำกัด แต่ถ้ามากกว่านี้มาตรการอื่นๆ ก็ต้องกลับมา ” นพ.ธนรักษ์ กล่าว

🔅 ติดตามข่าวสารดีๆ : พืชสมุนไพรต้าน COVID – 19

🔅 เกมใหม่ เกมแนะนำ : SLOT หรือที่รู้จักกันในนาม SLOTXO

Author: 2moro